การก้าวเข้าสู่ยุค "AI Phone" อย่างเต็มตัว ทำให้ฮาร์ดแวร์มือถือไม่ได้วัดกันที่ความเร็วของ CPU หรือความละเอียดของกล้องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สิ่งที่ตัดสินคุณค่าของสมาร์ตโฟนในยุคนี้คือ NPU (Neural Processing Unit) หรือชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ภายในเครื่อง
สมาร์ตโฟนรุ่นเก่าที่ไม่มีชิป NPU ที่แรงพอ จะไม่สามารถรันฟีเจอร์จดจำเสียงอัจฉริยะ, การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ในเครื่อง (On-device AI), หรือการตกแต่งภาพขั้นสูงได้ สิ่งนี้สร้างช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง "เครื่องรุ่นเก่า" และ "เครื่องรุ่นใหม่" ส่งผลให้วงจรชีวิต (Product Lifecycle) ของสมาร์ตโฟนสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
ทำไม AI Phone ถึงทำให้เครื่องเก่าราคาตกเร็วขึ้น?
ข้อจำกัดด้าน RAM: ฟีเจอร์ AI ในเครื่องส่วนใหญ่ต้องการ RAM ขั้นต่ำ 8GB - 12GB เพื่อประเมินผลข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เครื่องรุ่นเก่าที่มี RAM 4GB - 6GB ถูกจำกัดสิทธิ์ในการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่
ประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ต่างกันสิ้นเชิง: ผู้บริโภคที่ย้ายไปใช้ AI Phone จะรู้สึกว่ามือถือรุ่นเดิมกลายเป็น "โทรศัพท์ธรรมดา" (Feature Phone) ส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ในตลาดมือสองของรุ่นเก่าลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
การยุติการอัปเดตซอฟต์แวร์: ผู้ผลิตเริ่มหันไปพัฒนา OS ที่พึ่งพา AI เป็นหลัก เครื่องรุ่นเก่าจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลังเร็วขึ้น
ในแง่ของการค้า ผู้รับซื้อต้องปรับเปลี่ยนราคาอ้างอิง (Price Index) ถี่ขึ้น มือถือรุ่นที่เคยเป็นเรือธงเมื่อ 2 ปีก่อน แต่อัปเดตฟีเจอร์ AI ไม่ได้ อาจจะมีราคาดิ่งลงเร็วกว่าปกติถึง 15-20% เมื่อเทียบกับสถิติในอดีต